(บทความลงในมติชนสุดสัปดาห์ 6 มิ.ย. 2551)

มาร์ติน วีลเลอร์
เขยอีสานที่ชาวบ้านเรียกปราชญ์

ไปมาอย่างไรถึงได้มาเป็นเขยอีสาน

เรื่อง มันยาวครับ เล่าสั้นๆ นะ ผมเป็นคนอังกฤษ พ่อแม่มีอันจะกิน พ่อผมจบปริญญาเอก เป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่มีคนงานสองหมื่นกว่าคน พ่อเงินเดือนมาก แต่ไม่มีเวลาให้ลูกให้ครอบครัว พี่น้องผมเรียนสูงๆ ทั้งนั้น ผมก็เรียนที่มหาวิทยาลัยแคมบริดช์ ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอังกฤษ เรียนภาษาละติน เรียนสองปีย้ายไปต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอน จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เป็นประวัติการณ์ของสาขาวิชานี้ ตามที่พ่อแม่ปรารถนา แต่ผมไม่มีความสุข

คงตั้งใจเรียนมากถึงได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

เปล่า ผมเป็นคนเกเร ติดยา ชอบไปเชียร์ฟุตบอล ผมเป็นแฟนขนานแท้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็เป็นกองเชียร์ที่ไม่ค่อยดี ชอบตีกัน ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไร เงินที่พ่อแม่ให้รายเดือนก็ไม่พอใช้ ต้องไปรับจ้างแบกอิฐแบกปูน ทำงานก่อสร้างไปด้วย ผมสอบ 9 วิชาครั้งเดียวก่อนจบ ผมเรียนจริงๆ แค่เดือนเดียวก่อนสอบกระมัง เข้าห้องสมุดไปดูว่า 25 ปีที่ผ่านมาอาจารย์เขาออกข้อสอบอะไร ก็เอามาวิเคราะห์ ผมเดาได้ว่า อาจารย์คนไหนชอบอะไร และจะถามอะไร

ภาษาละติน ภาษากรีกทุกวันนี้ยังจำได้ไหม

ไม่ ได้เลย คืนครูไปหมดแล้ว การเรียนมหาวิทยาลัยมีดีเพียงแค่ได้ฝึกสมองเท่านั้น ผมว่ามีเรื่องอื่นๆ ที่ท้าทายมากกว่าอะไรที่เรียนในมหาวิทยาลัย  ซึ่งเสนอให้ผมเรียนต่อปริญญาเอก และพ่อแม่ก็ดีใจ จะให้อะไรผมมากมายเพื่อให้ผมเรียนต่อให้ได้ แต่ผมไม่เอา ผมไม่ต้องการเดินทางสายเดียวกับเขา ผมเห็นว่าเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ มีวัตถุเยอะ มีตำแหน่ง มีเกียรติ แต่ไม่มีความสุข

กลับไปแบกอิฐแบกปูน

ใช่ ผมไปรับจ้างแบกอิฐที่ลอนดอน ที่ไหนก่อสร้างก็ไปสมัครงาน เขาหัก 25 เปอร์เซ็นต์เป็นภาษี ผมทำงานอยู่ 7-8 ปี จนแม่ป่วย ก็กลับไปดูแลแม่ที่เมืองแบล็คพูล อยู่ติดทะเล เหนือเมืองแมนเชสเตอร์ขึ้นไปประมาณ 70 ก.ม. บ้านผมอยู่ห่างจากโรงงานผลิตยาอมฟิสเชอร์แมนส์ เฟรนด์ เจ้าของเป็นเพื่อนไปโรงเรียนด้วยกัน ไปอยู่สองปี แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ผมก็ได้มรดกจำนวนหนึ่งจากแม่

ก็เลยเดินทางมาประเทศไทย

ผม คิดว่าจะท่องเที่ยวไปแถวไทย ลาว เขมร เวียดนาม อินโดนิเซีย แล้วจะไปออสเตรเลีย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเทศใหม่ อิสระกว่าที่อังกฤษ มาอยู่เมืองไทยสองเดือนเงินหมด เพราะผมเที่ยวเก่ง กินเหล้า สูบบุหรี่ พอเงินหมดผมก็ไปรับจ้างสอนภาษาอังกฤษ ได้เงินดี เดือนละสองสามหมื่น แต่ไม่มีความสุข ผมไม่ได้ต้องการเงิน ผมต้องการความพอใจในชีวิต พอดีได้ภรรยา อยู่ด้วยกันจนมีลูก คราวนี้เรื่องใหญ่ เพราะผมต้องรับผิดชอบครอบครัว

มีโอกาสดีๆ ที่บ้านกลับไม่เอา คนเขาไม่ว่าบ้าหรือ

ใช่ เขาว่าผมเป็นคนบ้า ตอนผมขอย้ายจากแคมบริดจ์ไปลอนดอนก็โดนหาว่าบ้าทีหนึ่งแล้ว เพราะแคมบริดจ์เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง เป็นประตูทองสู่อนาคตที่สดใส ย้ายไปทำไม เขาไม่เข้าใจผมย้ายเพราะผมไม่อยากอยู่กับพวกผู้ดี ไม่อยากมีชีวิตที่เอาแต่เรียนๆๆ ไปอยู่ลอนดอนสบายกว่ามาก เมื่อเรียนจบ ผมน่าจะไปทำงานได้เงินเดือนสูงๆ ผมก็ไม่เอาอีก คิดว่ามันจำกัดเสรีภาพ

แล้งยังไงถึงไปอยู่ขอนแก่น

ผม กับภรรยากลับไปอยู่บ้านแม่ยายของผมที่หมู่บ้านที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ผมชอบ เพราะเป็นบ้านนอก มีนา มีที่กว้างขวาง ตอนแรกผมก็ไม่ได้ทำการเกษตร เพราะต้องหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ก็ไปรับจ้างแบกอิฐ แบกปูน อาชีพเดิมที่ติดตัวมาจากอังกฤษ ได้เงินวันละ 95 บาท เหนื่อยหน่อยเพราะร้อนกว่า ที่อังกฤษอากาศเย็น ทำงานได้ทั้งวัน ที่นี่ร้อนมาก รายได้แค่นั้นอยู่ได้เพราะไม่ได้เที่ยวไม่ได้ดื่มเหล้าอีก และอยู่ในชนบท

ชาวบ้านเขาไม่แปลกใจหรือที่เห็นฝรั่งรับจ้างขนอิฐ

เขา ก็คิดว่าผมบ้า หรือไม่ก็เป็นอาชญากร เคยฆ่าคนที่อังกฤษ หนีคดีมาอยู่เมืองไทย ความจริงก็น่าคิดเช่นนั้นอยู่หรอก เพราะผมตอนนั้นตัวใหญ่กว่านี้ อ้วนกว่านี้ มีกล้าม ลายสักเต็มตัว น่ากลัวออก แต่ผมก็เริ่มทำการเกษตร ไม่ใช่เกษตรผสมผสานแบบวันนี้ ได้ยินคนโน้นคนนี้แนะนำก็ปลูกแตงโม 18 ไร่ ขาดทุนไป 30,000 บาท คนอื่นได้หมด ผมขาดทุนคนเดียว เจ้าของรถไถได้ เจ้าของร้านขายปุ๋ย ขายเมล็ดพันธุ์ ชาวบ้านรับจ้าง 20 คน ทุกคนได้หมด ผมได้บทเรียน

แต่ได้บทเรียนที่คุ้มมากนะ

ใช่ ครับ เป็นบทเรียนที่ค่อนข้างแพง ได้ความรู้ว่า ทีหลังอย่าโง่และอย่าโลภ ให้ค่อยๆ เรียนรู้ ทำเล็กไปหาใหญ่ ทำง่ายไปหายาก การเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำได้ถ้าเรียนรู้ ผมก็หาหนังสือมาอ่าน แต่ไม่ค่อยได้อะไรมาก เป็นทฤษฎีเสียส่วนใหญ่ เมืองไทยมีความหลากหลายสูง สิ่งที่เราอ่านอาจไม่เหมาะกับพื้นที่ของเรา ต้องไปดูคนอื่นว่าเขาทำอย่างไร ก็จะได้มากกว่า จะเกิดวิสัยทัศน์หรือมองเห็นอะไรทะลุมากกว่า

ที่สำคัญ คือ ได้เรียนรู้จากการทำเอง

ใช่ เลยครับ ต้องลงมือทำเอง แล้วจะเรียนรู้จากความยากลำบาก ความผิดพลาด ปัญหาอุปสรรคเป็นครูที่ดีมาก ผมเริ่มจากการปลูกผัก ไม่มีเงินขุดบ่อก็ไปขอน้ำจากผู้ใหญ่บ้านก่อน เขาก็ดีมากให้ผมไปใช้น้ำ ตอนแรกเขานึกว่าผมจะซื้อเครื่องสูบน้ำไปสูบ ผมไม่มีปัญญาซื้อหรอก ผมซื้อถังสองใบ ไม้คานอันหนึ่งไปหาบน้ำมารดผัก ต่อมาก็ซื้อรถเข็นและถัง เอารถไปเข็นน้ำ

มาขยับขยายเป็นเกษตรผสมผสานจริงๆ อย่างไร

พอ ดีพ่อผมเสีย ผมได้มรดกมาจำนวนหนึ่งก็เอาเงินมาซื้อที่ดิน ทำเป็นสวนเป็นนา ลงมือทำเอง ขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำ เลี้ยงปลา นอกนั้นก็ปลูกสารพัดที่อยากกิน ผักหลายชนิด กล้วย อ้อย มะละกอ ไม้ผล สมุนไพร ใหญ่ๆ หน่อยก็ขี้เหล็ก สะเดา ยางนา มะค่า ประดู่ อะไรที่ง่ายๆ ผมไม่ได้ปลูกเงาะ ทุเรียนหรอก สัตว์ก็มีปลา ไก่บ้าน ไม่ได้ยากอะไร ปล่อยมันหากินเอง มีวัวพื้นเมืองหลายตัว ผมเรียนรู้โดยทำอะไรง่ายๆ เมื่อเก่งขึ้นผมอาจจะทำอะไรยากกว่านี้ก็ได้

อาชีพเกษตรมั่นคงหรือ

มั่น คงที่สุดครับ ไม่มีอะไรมั่นคงกว่านี้แล้ว วันนี้ใครมีที่ดิน มีน้ำ ทำการเกษตรย่อมมีหลักประกันชีวิตดีกว่าคนอื่น มีปัจจัยสี่ โลกกำลังวิกฤติเรื่องอาหาร กำลังจะทำสงครามแย่งอาหารกัน การทำเกษตรสร้างอนาคตให้ลูกได้ ปลูกต้นไม้เอาไว้เป็นสวัสดิการให้ลูกในอนาคต ไม้ในสวนของผมอีก 25 ปีก็ตัดไปสร้างบ้านให้ลูกได้โดยไม่ต้องไปลงทุนอะไรเลย ที่อังกฤษทำไม่ได้หรอกครับ คนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินของตนเอง เป็นของคนรวยหมด ตอนนี้ผมรวยกว่าพี่น้องของผมทุกคน ซึ่งมีที่ดินรวมกันไม่ถึงไร่ ผมมีตั้ง 40 กว่าไร่ มีพืชเป็นร้อยชนิด มีอาหารพอเพียง คนที่ใครๆ ว่าบ้าอย่างผม ตอนนี้มีความมั่นคงกว่าพี่น้องทุกคน

มีเงินมากมายพอใช้ตลอดชีวิตแล้ว ทำไมยังอยากทำงานหนักๆ อีก

ผม ซื้อที่ดินไว้ทำสวน ปลูกพืช ปลูกต้นไม้ อีกส่วนหนึ่งผมซื้อนา ผมอยากทำนา ผมชอบทำงานหนัก ปีกลายผมฝึกไถนา ปีนี้จะซื้อรถอีแต็ก ไม่ต้องซื้อรถไถนั่งคนโตๆ เพราะที่นาไม่ถึง 20 ไร่ และไม่ได้เอารถไปรับจ้างที่ไหน ตอนแรกว่าจะซื้อควายมาไถด้วยซ้ำ แต่ดินที่นี่แข็งมาก บางแห่งเป็นดินเหนียว สงสารควาย และคนก็คงหนักไม่น้อย ผมซื้อรถอีแต็กเพราะมันทำได้หลายอย่าง ไถนาก็ได้ ขนของก็ได้ เอาไปสูบน้ำก็ได้ ไถนาแบบเดินตามยังทำได้ แม้จะเหนื่อยหน่อย

แล้วทำไมชาวนาไทยถึงจน

ไม่ น่าเลย ใช่ไหมครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก มีดิน มีน้ำ มีแดด แค่นี้ก็อยู่ได้สบายแล้ว เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ผลิตข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงคนในโลกได้ ผมว่าเรามีปัญหาที่วิธีคิด ปัญหาวิสัยทัศน์ คือมองอะไรไม่ทะลุ ไม่รู้จะทำอะไรกับที่ดินที่มีอยู่มากมาย กลับคิดจะไปรับจ้างรายวัน ได้เงินแล้วก็ใช้หมดไป ไม่มีเหลือ ไม่มีสวัสดิการมั่นคงอะไรเลย  มีดินก็ปลูกมันสำปะหลังไปเลี้ยงวัวที่ยุโรป ลูกของตนเองก็ยังกินไม่อิ่ม

หรือว่าไม่มีการวางแผนชีวิตที่ดี

ก็ ใช่ครับ อย่างผมเมื่อหลายปีก่อน คนเขาแปลกใจว่าทำไมจึงอยู่กระต๊อบเล็กๆ หลังคามุงหญ้ามุงฟาง บ้านหลังแรกนั้นผมสร้างราคา 12,000 บาท มีคนถามผมว่าทำไมไม่สร้างบ้านหลังใหญ่ๆ ไว้อยู่สบายๆ ผมบอกไปว่า ต้องจัดอะไรสำคัญไว้ก่อน ถ้าทำบ้านสวยๆ มีแต่บ้านก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปทำงานหาเงินที่กรุงเทพฯ อีก ผมทำบ้านเล็กๆ ก่อน เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีบ้านหลังโตๆ และเห็นว่าเท่าที่ผมมีอยู่ก็พอแล้ว ยังมีเงินเหลือขุดสระ ปลูกผัก ปลูกพืช เลี้ยงวัว เรียนรู้เรื่องการเกษตรได้ ผลิตอาหารได้ ไม่นานมีเงินมากขึ้น ถ้าอยากขยับขยายบ้านให้ดีกว่านี้ก็ทำได้

ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบสร้างบ้านใหญ่ๆ  
   
สาม ปีที่แล้ว ผมสร้างบ้านให้ลูกเมียอยู่ ส่วนผมไปอยู่สวนอยู่นา อากาศดี สงบ เป็นเถียงนาที่วันนี้ผมขยายให้มีชานอีกเล็กน้อยเพื่อให้ลูกเมียไปอยู่ด้วย ได้ในบางครั้ง นอกนั้นมียุ้งข้าว และที่เก็บของ ผมว่าคนจำนวนมากแข่งขันกันเรื่องวัตถุ สร้างบ้านไว้อวดกันมากกว่าเอาไว้อยู่ จะอยู่ได้กี่ห้องเอง กว่าจะซื้อของมาไว้เต็มทุกห้องก็เหนื่อยแล้ว ทำความสะอาดก็ยาก นอกนั้น กลางวันก็ไม่ได้อยู่บ้าน ถ้าไม่ทำงานก็เอาแคร่ไปนั่งไปนอนใต้ต้นไม้ เพราะอากาศมันร้อน

ต่างจากที่อังกฤษมาก

การ มีบ้านสำหรับคนไทยเป็นเรื่องธรรมดามาก ใครๆ ก็มีบ้าน คนรับจ้างแบกปูนก็มีบ้าน เป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่ทุกคนมีบ้าน ที่อังกฤษ คน 40 เปอร์เซ็นต์ไม่มีบ้าน ต้องเช่าเขาอยู่ ต้องกู้ธนาคารตั้ง 25 ปี ถึงจะใช้หนี้หมด และได้แค่บ้านนะ ที่ดินต้องเช่าซื้อไม่ไหวเพราะแพงเหลือเกิน คนไทยปลูกไม้ในสวน 25 ปีก็ตัดมาปลูกบ้านได้สบายๆ ไม่ต้องไปกู้ธนาคาร

ชอบชีวิตที่เป็นอิสระ

ใช่ ครับ ตั้งแต่เกิดแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่มีความรู้ มีฐานะ มีเงินมากแต่ไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความสุข ผมขบถเพราะอยากเป็นอิสระ อยากเป็นตัวของตัวเอง ผมเชื่อเสมอว่า ชีวิตจะดีถ้าเราเลือกทางเดินได้  ผมเลือกมาอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้เพราะผมชอบบ้านนอก ที่นี่ไม่มีเงินก็ยังอยู่ได้ ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่แบบพระแบบฤษี แต่ผมหมายความว่าเราสามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของเงินได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

เงินไม่สำคัญหรือ

เรา จำเป็นต้องใช้เงิน แต่เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ผมเลือกไปแบกอิฐแบกปูนตั้งแต่เป็นนักศึกษา และเมื่อเรียนจบก็ทำอยู่อีกหลายปีก่อนมาเมืองไทย ผมมีทางเลือกอื่น ไปสมัครหางานทำดีๆ ก็ได้ ได้เงินมากกว่าด้วย แต่ผมไม่ทำ ผมต้องการอิสระ อยู่กรุงเทพฯ ผมก็สอนภาษาอังกฤษได้เงินเดือนละสามสี่หมื่นบาท ทำอยู่ไม่นานผมก็กลับไปแบกอิฐแบกปูน ตอนไปอยู่บ้านนอกก็ยังมีคนตามไปเสนองานให้ผมทำ จะให้เงินเดือนหกเจ็ดหมื่น บางรายจะให้เป็นแสนก็มี แต่ผมไม่เอา ถ้าผมเอาผมก็ไม่มีอิสระแบบที่ผมมีอยู่วันนี้หรอก

กลัวว่าเงินจะทำให้ชีวิตเปลี่ยน

ผม คิดว่า คนเรามีเงินเท่าไรก็หมด คุณมีวันละร้อย คุณก็อยู่แบบวันละร้อย คุณมีวันละพัน คุณก็อยู่แบบวันละพัน หมดเหมือนเดิม ดูข้าราชการที่เคยมีเงินเดือนไม่กี่พันบาท วันนี้ได้เดือนละ 3-4 หมื่นก็ไม่เหลือเหมือนเดิม วิถีชีวิตมันเปลี่ยนตามจำนวนเงินที่เรามีอยู่ในมือ ถ้าเราหาเงินๆ อย่างเดียว ที่สุดมันก็หมดเหมือนเดิม ไม่ว่าจะได้มาเท่าไร ผมเกิดในครอบครัวที่มีเงิน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น วันนี้ผมได้มรดกจากพ่อ ผมทุกข์มากขึ้นอีก

ต้องจัดการชีวิต จัดการเงินให้เป็น

ใช่ สมมุติว่าผมหาเงินได้ 200 บาท ก็ซื้ออาหาร ซื้ออะไรที่จำเป็น ถ้าได้ 300 ลูกอยากกินขนม อยากได้ของเล่นก็ซื้อให้ เมียก็ใช้โทรศัพท์มากขึ้น เงินที่ได้มาเพิ่ม 100 บาทก็หมดเหมือนเดิม ถ้าเกิดได้วันละ 500 ก็มีเงินไปนั่งกินข้าวที่ตลาด ไปกินสารพิษ สารเคมี ยาฆ่าแมลงมากขึ้น  ลูกที่เคยกินน้ำอัดลมวันละ 10 บาท ก็อาจจะกินขนมขยะอื่นๆ เพิ่มอีกรวมแล้วันละ 50 บาท

การมาอยู่บ้านนอก ลดรายจ่ายนี่แสดงว่าชีวิตต้องเปลี่ยนด้วย

ครับ ผมเลิกเหล้าตั้งแต่เมื่อลูกชายคนโตอายุ 2 ขวบ (ตอนนี