2.    จากการศึกษาและปฏิบัติงานในรายวิชานี้ หากมีชาวบ้านชุมชนหนึ่งมาพูดกับนิสิตว่า “การทำงานพัฒนาสังคมไม่ได้เป็นเรื่องที่อาศัยหลักคิด หรือทฤษฏีใดๆ เลย มีเพียงแรงใจก็สามารถทำให้งานพัฒนาสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่น” นิสิตจะอภิปรายสิ่งที่ได้ฟังนี้อย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบที่เป็นรูปธรรมมาโดยละเอียด

        ข้าพเจ้าเห็นด้วยในระดับหนึ่งกับคำกล่าวที่ว่า “การทำงานพัฒนาสังคมไม่ได้เป็นเรื่องที่อาศัยหลักคิด หรือทฤษฏีใดๆ เลย มีเพียงแรงใจก็สามารถทำให้งานพัฒนาสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่น” เพราะนักพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาส่วนที่ข้าพเจ้ารู้จักส่วนใหญ่แล้ว มักเป็นเพียงปราชญ์ชาวบ้าน เป็นผู้นำชุมชน เป็นพระ เป็นหมอ เป็นผู้ไม่ได้ศึกษาทางด้วยการพัฒนาสังคมมาโดยตรง เช่น

         ประยงค์ รณรงค์ แห่งตำบลไม้เรียง เรียนจบเพียงชั้น ป.4 แต่สามารถสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เป็นผู้นำเกษตรกร จนได้รับรางวัลและการยกย่องมากมายไม่ว่าจะเป็นประกาศเกียรติคุณผู้นำอาชีพก้าวหน้าโดยคณะกรรมการพัฒนาชุมชน ประกาศเกียรติคุณครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และเป็นผู้คว้ารางวัลแมกไซไซ สาขา ผู้นำชุมชน ในปี 2547 เป็นต้น

         เจ้าอธิการเจริญ กิตติคุโณ หรือ “หลวงพี่ช้าง” พระนักพัฒนาแห่งพรหมพิราม ท่านที่อุทิศตัวทำเพื่อชุมชนในเรื่องของการพัฒนา ทำคุณประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม และให้โอกาสแก่เด็กที่มีฐานะยากจนที่ประสพพบเจอ จนสุดความสามารถและส่งให้ถึงฝั่งฝัน

          ดร.เสรี พงศ์พิศ นักเขียนและนักพูด เรียนปริญญาตรี - โท - เอก ด้านปรัชญา ผลงานของท่านมีอยู่มากมาย เช่น เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชีวิต ผู้ก่อตั้งและบริหารมูลนิธิหมู่บ้าน ด้านงานเขียนเช่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น  คู่มือการทำวิสาหกิจชุมชน  วิถีสู่ ชุมชนพอเพียง เป็นต้น

          ศ.นพ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นักวิชาการด้านสาธารณสุขและการศึกษาชาวไทย ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐ ในปี  2524

         จากตัวอย่างที่กล่าวมา เป็นนักพัฒนาที่ไม่ได้ศึกษาทางด้านการพัฒนาสังคมมาโดยตรง แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จกับการพัฒนาได้ ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้นั้น คือ “แรงใจ หรืออุดมการณ์ “ ที่จะทำประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริง โดยอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังที่ ไอน์สไตน์อธิบายเรื่องการเรียนรู้ว่า "ที่มาอันเดียวของความรู้คือประสบการณ์" เขาบอกว่า ที่เรียกว่าการศึกษา จริงๆ ก็คือสิ่งที่เหลือจากที่คุณลืมหมดหลังจากออกจากโรงเรียนนั่นแหละ เขาหมายความว่า ความรู้จริงๆ ไม่ได้มาจากการท่องจำเอาสิ่งที่คนอื่นเขาเขียนไว้ สอนไว้ แต่มาจากการปฏิบัติ มาจาก "ญาณทัศนะ" ที่เขาบอกว่า "เป็นสิ่งเดี่ยวเท่านั้นที่มีค่า" (The only real valuable thing is intuition)   แตกต่างจากนักพัฒนาที่เรียนทางด้านนี้มาโดยตรงแต่กลับ ไปทำงานที่ไม่ตรงกับสายอาชีพของตัวเอง ไปเป็นพนักงานในออฟฟิตบ้าง เป็นเจ้าหน้าที่ใน อบต. ในอำเภอ ในเทศบาล ไม่ได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากการเรียนนั้น ไปใช้ในการทำงานเลย

         จากข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าแนวคิดหรือทฤษฏีการพัฒนานั้นไม่สำคัญ หากแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าแนวคิดและทฤษฏีนั้น เปรียบเสมือน แนวทางที่ผู้อื่นได้แผ่วถางเอาไว้แล้ว กล่าวคือ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น เพราะแนวคิดทฤษฏี เป็นสิ่งที่ได้มาจาการศึกษา วิจัย จากประสบการณ์ ของการพัฒนาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก จนตกผลึกเป็นความรู้เป็นทฤษฏี เพื่อให้เราได้เรียนรู้ ได้เข้าใจถึงภาพรวม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของการพัฒนาและนำไปเป็นแนวทาง ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า ทุกพื้นที่การพัฒนาล้วนมีความแตกต่าง หลากหลายทั้ง ความคิด ความเชื่อ  โครงสร้าง สังคม วัฒนธรรม ภูมิประเทศ สภาพเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎีการเจริญเติบตามลำดับขั้น ของ Rostow เป็นทฤษฏีที่ได้จากการพัฒนาของ ประเทศอุตสาหกรรม ทฤษฏีนี้ ไม่อาจเป็นบรรทัดฐานได้ แน่นอนว่า ทุกประเทศจะต้องมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นขั้น ๆ เพราะแต่ละประเทศมีสภาพแวดล้อม โครงสร้างและประวัติศาสตร์ความเป็นชาติต่างกัน

         สุดท้ายหากจะให้ข้าพเจ้าเลือกระหว่าง การเรียนรู้โดยการปฏิบัติงานจริงกับชุมชุน โดยอาศัยการเรียนรู้การทำงานพัฒนาสังคมจากประสบการณ์โดยไม่เรียนเกี่ยวกับทฤษฏีเลย กับ การเรียนรู้จากการท่องตำรา ฟังอาจารย์บรรยายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ข้าพเจ้าคงเลือกการเรียนรู้ในวิธีแรก เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นหรือจะดีกว่าการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ดีที่สุดนั้นก็คือ เรียนแนวคิดทฤษฏีเพื่อให้เห็นภาพรวม แนวทาง แล้วจึงปรับแนวทางนั้นด้วยประสบการณ์ของตัวเอง ก้าวไปด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่แท้จริง

edit @ 28 Feb 2011 14:05:40 by watcharin